OEM & Factory

ราคาส่งและราคาโครงการสินค้าพลาสติกคิดอย่างไร? เทียบต้นทุนรวมก่อนสั่งจำนวนมาก

การสั่งสินค้าพลาสติกจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าราคาจะลดลงตามจำนวนชิ้นแบบเส้นตรงเสมอไป ราคาส่งและราคาโครงการเกิดจากต้นทุนหลายส่วนร่วมกัน ตั้งแต่วัตถุดิบ น้ำหนักชิ้นงาน การตั้งเครื่อง จำนวนรุ่นและสี งานประกอบ บรรจุภัณฑ์ การตรวจคุณภาพ ไปจนถึงรอบส่งและเงื่อนไขทางการค้า

เผยแพร่ 2 กรกฎาคม 2569อัปเดต 30 กรกฎาคม 2569โดย Thospaak

ผู้ซื้อจึงควรถามมากกว่า “ชิ้นละเท่าไร” เพราะใบเสนอราคาที่ดูถูกกว่าอาจใช้สเปกคนละเกรด ไม่รวมแม่พิมพ์ ไม่รวมบรรจุภัณฑ์ หรือกำหนดปริมาณรับต่อครั้งต่างกัน บทความนี้อธิบายวิธีเตรียมข้อมูล ขอราคา และเปรียบเทียบข้อเสนอให้เห็นต้นทุนจริงก่อนตัดสินใจ

ราคาส่งกับราคาโครงการต่างกันอย่างไร

ราคาส่ง มักอ้างอิงปริมาณต่อคำสั่งซื้อหรือระดับจำนวนที่กำหนด เหมาะกับสินค้ามาตรฐานหรือสินค้าที่ผลิตซ้ำเป็นประจำ โดยเงื่อนไขราคาอาจเปลี่ยนตามจำนวนต่อ SKU สี บรรจุ และรอบรับสินค้า

ราคาโครงการ มองภาพรวมของงานที่มีขอบเขต ระยะเวลา และแผนส่งมอบ เช่น ใช้สินค้าหลายขนาด หลายพื้นที่ หรือทยอยส่งหลายเดือน โรงงานต้องประเมินกำลังผลิต การจัดหาวัตถุดิบ พื้นที่เก็บสินค้า การแบ่งล็อต และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนสเปกร่วมด้วย

คำว่า “ราคาโครงการ” จึงไม่ใช่ส่วนลดคงที่สำหรับทุกกรณี แต่เป็นราคาที่ผูกกับสมมติฐานในใบเสนอราคา เช่น ปริมาณรวม ปริมาณต่อรอบ ช่วงเวลาส่ง รุ่น สี วัสดุ วิธีแพ็ก และระยะเวลาที่ราคามีผล หากเงื่อนไขเปลี่ยน ต้นทุนอาจต้องประเมินใหม่

ก่อนเทียบราคา ต้องทำหน่วยให้ตรงกัน

สินค้าพลาสติกมีหน่วยขายได้หลายแบบ เช่น ชิ้น เมตร กิโลกรัม ม้วน ชุด กล่อง หรือพาเลต การเปรียบเทียบราคาต่อหน่วยที่ต่างกันทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย ควรแปลงให้อยู่บนฐานเดียวกันและตรวจว่าปริมาณสุทธิเท่ากันจริง

ตัวอย่างสิ่งที่ต้องเช็ก:

  • ราคาต่อชิ้นอ้างอิงน้ำหนักและขนาดเดียวกันหรือไม่
  • ราคาต่อเมตรรวมความยาวสูญเสียและเกณฑ์ตัดหรือยัง
  • ราคาต่อม้วนมีหน้ากว้าง ความยาว และความหนาเท่ากันหรือไม่
  • ราคาต่อชุดประกอบด้วยอุปกรณ์ครบเหมือนกันหรือไม่
  • จำนวนต่อกล่องและจำนวนกล่องต่อพาเลตเท่ากันหรือไม่
  • รวมค่าบรรจุ ขนส่ง ภาษี หรือค่าขนถ่ายส่วนใดแล้วบ้าง

สำหรับงานโครงการ ควรเพิ่มต้นทุนจากของเสียหน้างาน การจัดเก็บ การหยิบจ่าย และการส่งซ้ำเข้าไปในฐานเปรียบเทียบด้วย ไม่ควรดูเฉพาะราคาหน้าใบเสนอราคา

ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาสินค้าพลาสติกต่างกัน

องค์ประกอบต้นทุนงานพลาสติก ได้แก่ เม็ดพลาสติก น้ำหนักชิ้นงาน แม่พิมพ์ สี บรรจุภัณฑ์ และพาเลต

1. ปริมาณต่อรุ่น ต่อสี และต่อรอบผลิต

ยอดรวม 100,000 ชิ้นที่เป็นสินค้าแบบเดียวสีเดียวต่างจาก 100,000 ชิ้นที่แบ่งเป็น 20 รุ่นและ 10 สีอย่างมาก ทุกการเปลี่ยนรุ่นหรือสีอาจมีเวลาตั้งเครื่อง ล้างระบบ เปลี่ยนเครื่องมือ ตรวจตัวอย่างแรก และเกิดของเสียช่วงเริ่มเดินเครื่อง

ผู้ซื้อควรแจกแจงจำนวนเป็นราย SKU ไม่ใช่แจ้งเพียงยอดรวมทั้งโครงการ เพื่อให้โรงงานคำนวณรอบผลิตและต้นทุนเปลี่ยนงานได้ถูกต้อง

2. ชนิดวัสดุ เกรด และสูตร Compound

PP, PE, PVC, ABS, PC หรือพลาสติกวิศวกรรมมีต้นทุนและพฤติกรรมการผลิตต่างกัน แม้ชื่อพอลิเมอร์เหมือนกัน เกรด สี สารเติมแต่ง วัตถุดิบใหม่หรือรีไซเคิล และข้อกำหนดเฉพาะการใช้งานก็ทำให้ราคาต่างได้

ไม่ควรเปลี่ยนวัสดุเพียงเพื่อให้ได้ราคาต่ำลงโดยยังไม่ได้ตรวจความแข็งแรง ความทนความร้อน สารเคมี แสงแดด หรือข้อกำหนดปลายทาง เพราะต้นทุนของสินค้าที่ใช้ไม่ได้หรือถูกปฏิเสธสูงกว่าส่วนต่างวัตถุดิบ

3. น้ำหนัก ความหนา และค่าคลาดเคลื่อน

ต้นทุนวัตถุดิบสัมพันธ์กับน้ำหนักชิ้นงานโดยตรง แต่การลดความหนาไม่ได้แปลว่าราคาจะลดโดยไม่มีผลกระทบ ชิ้นงานอาจโก่ง ยุบ แตก หรือประกอบไม่พอดี หากต้องควบคุมขนาดแคบมาก โรงงานอาจต้องใช้เครื่องมือ กระบวนการ และความถี่ตรวจเพิ่มขึ้น

การขอราคาควรมีแบบและ Tolerance ที่จำเป็นจริง แยกจุดสำคัญต่อการใช้งานออกจากมิติทั่วไป เพื่อไม่ให้ต้นทุนสูงจากข้อกำหนดที่เข้มเกินความจำเป็น

4. กระบวนการผลิตและแม่พิมพ์

งานฉีด รีด เป่า เทอร์โมฟอร์ม หรืองานประกอบมีโครงสร้างต้นทุนต่างกัน หากใช้แม่พิมพ์หรือ Die ที่มีอยู่ ราคาจะเน้นค่าวัตถุดิบ เวลาเครื่อง และงานหลังผลิต แต่ถ้าต้องทำเครื่องมือใหม่ จะมีค่าออกแบบ ทดลอง และแก้ไขเพิ่ม

การกระจายค่าแม่พิมพ์ลงในราคาต่อชิ้นควรระบุให้ชัดว่าเป็นการชำระแยก ตัดค่าใช้จ่ายตามยอดผลิต หรือรวมอยู่ในราคาช่วงใด เพื่อป้องกันการตีความไม่ตรงกันเมื่อสั่งซ้ำ

5. สี ลักษณะผิว และงานตกแต่ง

สีมาตรฐานอาจวางแผนวัสดุและรอบผลิตง่ายกว่าสีเฉพาะ งานสีหลายรุ่นเพิ่มการล้างเครื่องและของเสียช่วงเปลี่ยนสี ส่วนงานพิมพ์ สกรีน ติดฉลาก เชื่อม ประกอบ หรือบรรจุเป็นชุดเพิ่มกระบวนการและจุดตรวจ

ควรระบุสีจากตัวอย่างจริงหรือมาตรฐานที่ตกลงกัน พร้อมเกณฑ์ยอมรับ ไม่ควรใช้ภาพจากโทรศัพท์เป็นมาตรฐานสีเพียงอย่างเดียว

6. บรรจุภัณฑ์และการป้องกันความเสียหาย

ถุง กล่อง ลัง พาเลต แผ่นกั้น ฟิล์มยืด ฉลาก และจำนวนบรรจุต่อหน่วยมีผลต่อต้นทุนและความเสียหายระหว่างขนส่ง งานผิวสวยอาจต้องแยกชิ้นหรือใช้วัสดุป้องกันมากกว่างานที่ยอมรับรอยสัมผัสได้

การลดบรรจุภัณฑ์อาจทำให้ราคาหน้าโรงงานต่ำลง แต่ถ้าของเสียหายระหว่างขนส่งหรือหน้างานหยิบใช้ยาก ต้นทุนรวมอาจสูงขึ้น

7. เอกสารและระดับการตรวจคุณภาพ

รายงานมิติ ใบรับรองวัตถุดิบ การเก็บตัวอย่าง การแยกล็อต การตรวจ 100% หรือการทดสอบเฉพาะมีต้นทุนต่างกัน ควรกำหนดเฉพาะเอกสารและการตรวจที่จำเป็นต่อความเสี่ยงของสินค้า ไม่ใช้ข้อความกว้าง ๆ ว่า “มาตรฐานสูงสุด” โดยไม่มีเกณฑ์วัด

8. รอบส่ง จุดส่ง และการเก็บสต็อก

การส่งครั้งเดียวเต็มรถอาจมีต้นทุนต่อหน่วยต่างจากการทยอยส่งหลายจุด สินค้าที่มีปริมาตรมากแต่น้ำหนักเบาอาจเสียค่าขนส่งตามพื้นที่บรรทุกมากกว่าน้ำหนัก

หากต้องการให้โรงงานเก็บสินค้าและทยอยเบิก ควรระบุปริมาณสำรอง ระยะเวลาเก็บ รอบเรียกสินค้า และความรับผิดชอบเมื่อประมาณการเปลี่ยน เพราะเป็นต้นทุนพื้นที่ เงินทุน และการบริหารล็อต

โครงสร้างราคาที่ควรแยกให้เห็น

ใบเสนอราคาที่ตรวจสอบง่ายควรแยกส่วนสำคัญเท่าที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น:

ส่วนต้นทุน ตัวอย่างรายการที่ควรถาม
ค่าเริ่มต้น ออกแบบ แม่พิมพ์ Die ฟิกซ์เจอร์ เพลท บล็อก หรือค่าทำตัวอย่าง
ค่าผลิตต่อหน่วย วัตถุดิบ เวลาเครื่อง แรงงาน และของเสียตามกระบวนการ
งานเพิ่มเติม สีเฉพาะ สกรีน ประกอบ เจาะ ตัด เชื่อม หรือติดฉลาก
บรรจุภัณฑ์ จำนวนต่อถุง/กล่อง วัสดุป้องกัน พาเลต และฉลากล็อต
การตรวจและเอกสาร ตัวอย่างอนุมัติ รายงานตรวจ เอกสารวัตถุดิบ หรือการทดสอบเฉพาะ
โลจิสติกส์ จุดส่ง รอบส่ง เงื่อนไขขนถ่าย และการเก็บสต็อก

การแยกเช่นนี้ช่วยให้เห็นว่าการเปลี่ยนจำนวนหรือวิธีส่งกระทบส่วนใด และทำให้เทียบข้อเสนอจากหลายแหล่งได้ยุติธรรมขึ้น

MOQ กับระดับราคาทำงานอย่างไร

ชิ้นงานพลาสติกชนิดเดียวกันจัดเป็นระดับปริมาณจากถาดตัวอย่าง กล่องหลายใบ ไปจนถึงพาเลต

MOQ คือจำนวนขั้นต่ำที่ทำให้การจัดหาวัตถุดิบ ตั้งเครื่อง ผลิต และตรวจมีความเหมาะสม แต่ MOQ อาจมีหลายระดับ ได้แก่ MOQ ต่อคำสั่งซื้อ ต่อ SKU ต่อสี ต่อรอบผลิต หรือขั้นต่ำของวัตถุดิบเฉพาะ

โรงงานอาจเสนอราคาแบบ Quantity Break เช่น ระดับจำนวนต่ำ กลาง และสูง เพื่อแสดงผลของการกระจายค่า Setup อย่างไรก็ตาม ราคาต่อชิ้นจะไม่ลดลงไม่สิ้นสุด เมื่อปริมาณเกินกำลังของเครื่องมือ แพ็ก หรือรอบส่ง อาจต้องเพิ่มกะ เครื่องจักร พื้นที่ หรือเงินทุนหมุนเวียน

หากยังไม่ทราบยอดแน่นอน ควรขอราคาอย่างน้อย 3 ระดับโดยใช้สเปกเดียวกัน เช่น ปริมาณทดลอง ปริมาณปกติ และปริมาณสูง พร้อมระบุจำนวนต่อ SKU และต่อรอบรับสินค้า อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ MOQ โรงงานพลาสติกคืออะไร

ราคาโครงการควรดูต้นทุนรวม ไม่ใช่แค่ราคาต่อชิ้น

ต้นทุนรวมตลอดโครงการอาจเขียนเป็นแนวคิดง่าย ๆ ได้ว่า:

ต้นทุนรวม = ค่าเครื่องมือ + ค่าสินค้า + งานเพิ่มเติม + บรรจุภัณฑ์ + ขนส่ง + การเก็บสต็อก + ของเสียและงานแก้ไข

ตัวแปรที่มักถูกมองข้าม ได้แก่ การส่งด่วน การรับของหลายไซต์ การขาดสินค้าระหว่างโครงการ พื้นที่เก็บไม่พอ การเปลี่ยนแบบหลังอนุมัติ และการสั่งชดเชยจากความเสียหาย การจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้แพ็กเหมาะสมหรือมีแผนส่งที่เสถียรอาจทำให้ต้นทุนรวมต่ำกว่า

สำหรับโครงการก่อสร้าง สามารถดูตัวอย่างการคุมต้นทุนตามหน้างานได้ที่ สั่งผลิตอุปกรณ์พลาสติกงานก่อสร้างจำนวนมาก คุมต้นทุนอย่างไร

วางแผนส่งแบบแบ่งล็อตให้เหมาะกับการใช้งาน

พาเลตสินค้าพลาสติกแยกเป็นสามรอบสำหรับส่งทันที รอส่ง และสำรองในคลังโครงการ

โครงการระยะยาวไม่จำเป็นต้องรับสินค้าทั้งหมดในครั้งเดียว สามารถวางแผนผลิตเป็น Campaign แล้วแบ่งส่งตาม Release Schedule ได้ หากทั้งสองฝ่ายตกลงเงื่อนไขชัดเจน

ข้อมูลที่ควรกำหนด ได้แก่:

  • ปริมาณรวมที่ใช้วางแผนวัตถุดิบ
  • ปริมาณขั้นต่ำต่อการผลิตและต่อการส่ง
  • วันที่คาดการณ์กับวันที่ยืนยันคำสั่งจริง
  • ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าก่อนเรียกสินค้า
  • พื้นที่และระยะเวลาที่โรงงานหรือลูกค้าจะเก็บสต็อก
  • วิธีหมุนเวียนล็อตและอายุการเก็บ หากเกี่ยวข้อง
  • ขั้นตอนเมื่อยอดใช้จริงมากหรือน้อยกว่าประมาณการ

แผนส่งที่ดีช่วยลดพื้นที่หน้างานและลดเงินจม แต่รอบส่งถี่เกินไปอาจเพิ่มค่าขนส่งและความเสี่ยงขาดของ จึงควรหาจุดสมดุลจากพื้นที่เก็บ อัตราใช้ และ Lead Time จริง อ่านเรื่องระยะเวลาได้ที่ ระยะเวลาผลิตสินค้าพลาสติก OEM นานแค่ไหน

ตัวอย่างอนุมัติและ Change Control สำคัญกับราคา

ก่อนยืนยันราคาและผลิตจำนวนมาก ควรล็อกแบบ วัสดุ สี น้ำหนักหรือมิติสำคัญ บรรจุภัณฑ์ และตัวอย่างอนุมัติ หากลูกค้าเปลี่ยนสเปกหลังสั่งวัตถุดิบหรือเริ่มผลิต อาจเกิดค่าแก้เครื่องมือ วัตถุดิบค้าง งานคัดแยก หรือกำหนดส่งใหม่

เอกสารเปลี่ยนแปลงควรระบุ Revision วันที่มีผล สินค้าหรือล็อตที่ได้รับผล และผู้อนุมัติ ไม่ควรแก้สเปกผ่านข้อความสั้นโดยไม่มีการยืนยัน เพราะอาจทำให้ต้นทุนและเกณฑ์ตรวจไม่ตรงกัน

วิธีเทียบใบเสนอราคาให้เป็นฐานเดียวกัน

ก่อนเลือกผู้ขาย ให้ทำตารางเปรียบเทียบโดยตรึงข้อมูลต่อไปนี้ให้เหมือนกัน:

  1. แบบ Revision และสเปกวัสดุ
  2. จำนวนต่อ SKU สี และรอบส่ง
  3. หน่วยราคาและปริมาณสุทธิต่อหน่วย
  4. ค่าแม่พิมพ์หรือเครื่องมือ รวมถึงสิทธิ์การใช้งานและการบำรุงรักษา
  5. งานหลังผลิตและบรรจุภัณฑ์
  6. เกณฑ์ตรวจ ตัวอย่างอนุมัติ และเอกสารที่ต้องส่ง
  7. Lead Time และกำลังส่งต่อรอบ
  8. จุดส่ง ค่าขนส่ง และเงื่อนไขขนถ่าย
  9. อายุใบเสนอราคาและเงื่อนไขเมื่อวัตถุดิบหรือสเปกเปลี่ยน
  10. เงื่อนไขการชำระและการรับผิดชอบเมื่อพบของไม่เป็นไปตามเกณฑ์

หากข้อเสนอหนึ่งขาดข้อมูล ไม่ควรสมมติว่ารวมแล้ว ควรขอให้ผู้ขายยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเปรียบเทียบราคา

วิธีลดต้นทุนโดยไม่ลดสเปกสำคัญ

  • รวมรุ่นหรือสีที่ใช้วัสดุเดียวกันให้โรงงานวาง Campaign ผลิต
  • ใช้สีมาตรฐานเมื่อสีเฉพาะไม่สร้างคุณค่าที่จำเป็น
  • ปรับจำนวนบรรจุต่อกล่องให้เหมาะกับการหยิบใช้และการขนส่ง
  • ตัด Tolerance ที่ไม่ส่งผลต่อการประกอบหรือการใช้งานออก
  • ใช้แม่พิมพ์ อินเสิร์ต หรือฟิกซ์เจอร์ร่วมเมื่อวิศวกรรมรองรับ
  • วาง Forecast และยืนยันรอบส่งล่วงหน้าเพื่อลดงานด่วน
  • ทำตัวอย่างและทดสอบก่อนเดินเต็มล็อตเพื่อลดของเสียจำนวนมาก
  • แยกต้นทุนครั้งแรกกับราคาสั่งซ้ำเพื่อเห็นจุดคุ้มทุน

การลดต้นทุนควรผ่านการทบทวนแบบและกระบวนการ ไม่ใช่เปลี่ยนวัสดุ ลดน้ำหนัก หรือยกเลิก QC โดยไม่ประเมินความเสี่ยง ดูรายละเอียดโครงสร้างต้นทุนเพิ่มเติมได้ที่ ต้นทุนการผลิตพลาสติก OEM คิดอย่างไร

ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนขอราคาส่งหรือราคาโครงการ

ชุดข้อมูลขอราคางานพลาสติกประกอบด้วยแบบ ชิ้นงาน วัสดุ สี บรรจุภัณฑ์ และแผนส่ง

ส่งข้อมูลให้ครบตั้งแต่ครั้งแรกจะลดรอบถามตอบและทำให้ราคาที่ได้เปรียบเทียบกันได้มากขึ้น:

  • แบบ Drawing หรือรูปตัวอย่างพร้อมขนาด
  • วัสดุ เกรด สี และข้อกำหนดการใช้งาน
  • จำนวนรวมและจำนวนต่อ SKU/สี
  • ปริมาณที่ต้องการต่อรอบผลิตและต่อรอบส่ง
  • ตัวอย่างอนุมัติหรือเกณฑ์รูปลักษณ์
  • จุด CTQ และค่าคลาดเคลื่อนที่จำเป็น
  • งานประกอบ พิมพ์ ฉลาก หรืองานหลังผลิต
  • จำนวนและรูปแบบบรรจุต่อหน่วย
  • เอกสาร QC และการแบ่งล็อตที่ต้องการ
  • สถานที่ส่ง เงื่อนไขขนถ่าย และกำหนดใช้จริง
  • Forecast สำหรับงานต่อเนื่องและวันที่ต้องยืนยันคำสั่ง

ก่อนรับมอบควรกำหนดวิธีตรวจให้สอดคล้องกับสเปกและความเสี่ยง อ่านต่อได้ที่ เช็กลิสต์ตรวจรับชิ้นงานพลาสติก

คำถามที่พบบ่อย

สั่งมากขึ้นแล้วราคาต่อชิ้นต้องถูกลงเสมอหรือไม่

ไม่เสมอ ราคาอาจลดเมื่อกระจายค่า Setup ได้ดีขึ้น แต่ถ้าต้องเพิ่มหลายสี หลายรอบส่ง พื้นที่เก็บ หรือกำลังผลิตเร่งด่วน ต้นทุนบางส่วนอาจเพิ่ม

ขอราคาโดยยังไม่มีแบบได้ไหม

ขอช่วงราคาเบื้องต้นได้จากภาพ ขนาด วัสดุ และจำนวนประมาณการ แต่ราคาสำหรับสั่งผลิตควรยืนยันหลังล็อกแบบ สเปก งานเพิ่มเติม และเกณฑ์ตรวจ

ราคาวัตถุดิบเปลี่ยนระหว่างโครงการทำอย่างไร

ควรกำหนดอายุใบเสนอราคา ช่วงเวลายืนยันคำสั่ง และหลักการทบทวนราคาไว้ล่วงหน้า โดยอ้างอิงเงื่อนไขในใบเสนอราคาและข้อตกลงของโครงการ ไม่ควรใช้ราคาประมาณการที่หมดอายุเป็นราคาคงที่โดยอัตโนมัติ

รับสินค้าทีเดียวหรือแบ่งส่งแบบไหนคุ้มกว่า

ขึ้นกับค่าขนส่ง พื้นที่เก็บ อัตราใช้ และความเสี่ยงขาดสินค้า ควรเปรียบเทียบต้นทุนรวมของทั้งสองแบบ ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าขนส่งต่อเที่ยว

ใช้ราคาต่อกิโลกรัมเทียบโรงงานได้ไหม

ใช้ได้กับงานบางประเภทเมื่อสูตร วัตถุดิบ ของเสีย งานหลังผลิต และสเปกเหมือนกัน แต่ไม่เพียงพอสำหรับชิ้นงานที่ต่างด้านความซับซ้อน เวลาเครื่อง บรรจุภัณฑ์ หรือระดับ QC

สรุป

ราคาส่งและราคาโครงการของสินค้าพลาสติกต้องประเมินจากขอบเขตเดียวกัน ทั้งวัสดุ แบบ จำนวนต่อ SKU รอบผลิต งานเพิ่มเติม บรรจุภัณฑ์ QC และการส่งมอบ จำนวนรวมสูงช่วยกระจายต้นทุนบางส่วนได้ แต่ความหลากหลายของรุ่น สี และรอบส่งอาจเพิ่มต้นทุนกลับมา

หากเป็นงานผลิตตามแบบจำนวนมาก ให้ส่ง Drawing/ตัวอย่าง วัสดุ จำนวนแยก SKU/สี Forecast รอบส่ง จุดส่ง Packaging และเกณฑ์ QC แล้วดู บริการ OEM เพื่อประเมินต้นทุนรวมเป็นรายโครงการ หากเป็นสินค้ามาตรฐานให้เริ่มจาก Product Families และยืนยันรุ่น/Stock/ราคา/ขั้นต่ำจากข้อมูลปัจจุบันอีกครั้ง ไม่มีส่วนลด Quantity Break, MOQ หรือเงื่อนไขราคาเดียวที่ใช้ร่วมกันทุกสินค้าและทุกโครงการ